"พระองค์เจ้าไกรสร" พระองค์เจ้าผู้มากับความ “แซ่บ”!!!!





ก่อน ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ ๓ จะขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ได้ทรงงานในตำแหน่งสำคัญหลายๆ ตำแหน่งจนสนิทชิดเชื้อกับพระประยูรญาติที่ร่วมงานอยู่เป็นแก๊งเป็นกลุ่ม เช่น พระองค์เจ้าอภัยทัต กรมหลวงเทพพลภักดิ์ และ "พระองค์เจ้าไกรสร" ซึ่งถือกันว่าสนิทกันจนเป็น "เพื่อนทุกข์เพื่อนยาก" ของรัชกาลที่ ๓ เลยทีเดียว

พระองค์เจ้าไกรสรเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ ๑ (พระเจ้าปู่ของรัชกาลที่ ๓) กับ เจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว ธิดาพระยาจักรีนครศรีธรรมราช จึงถือได้ว่าทรงมีศักดิ์เป็นอาของรัชกาลที่ ๓หากแต่มีอายุไล่เลี่ยกัน จึงได้รับราชการร่วมกับพระองค์เจ้าทับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓ ในเวลาต่อมา) โดยส่วนตัวนั้นพระองค์ทรงเป็นคนที่ "ซ่า" "กล้า" และ "เปรี้ยว" ตรัสอะไรก็ตรัสตรงๆ ไม่ชอบขี้หน้าใครก็แสดงตนชัดเจน กล้าได้กล้าเสีย ทำอะไรไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมจนเป็นที่เคารพยำเกรง (กึ่งกลัว) ของขุนนางและเจ้านายต่างๆ ทรงชำนาญในคาถาอาคมและพระธรรมคัมภีร์จนได้กำกับกรมสังฆการี (ดูแลกิจการศาสนา)

ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๒ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) กับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓) พระองค์เจ้าไกรสรแสดงตัวชัดเจนว่า ‪#‎ทีมกรมหมื่นเจษฎา‬ และกระทำทุกวิถีทางที่จะทำให้พระญาติสนิทของพระองค์ผู้นี้ได้ราชบัลลังก์ จนในที่สุดเมื่อราชบัลลังก์ตกแก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระองค์เจ้าไกรสรก็ได้อวยยศเป็น "กรมหลวงรักษ์รณเรศ" กำกับกิจการศาลและการจ่ายเบี้ยหวัด ซึ่งถือว่ามีอำนาจมากทีเดียว

นอก จากนี้พระองค์ยังเป็นไม่กี่คนที่แสดงตัวเป็นศัตรูกับเจ้าฟ้ามงกุฎอย่างเปิด เผย เป็นต้นว่าเอาข้าวต้มร้อนๆ ไปใส่บาตรพระธรรมยุตจนฉันแทบไม่ได้กันเลยทีเดียวเชียว
นับวันพระองค์เจ้า ไกรสรผู้นี้ก็ทวีอำนาจขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อกรมพระราชวังมหาศักดิพลเสพ ผู้ซึ่งเป็นวังหน้าทิวงคตไป พระองค์ก็กลายเป็นเจ้านายอาวุโสสูงทรงอำนาจมากที่สุด และด้วยพระอุปนิสัยของพระองค์ที่ทรง "เปรี้ยว" มากจึงได้ไปขัดแข้งขัดขากับเจ้านายหลายพระองค์ อีกทั้งอำนาจของพระองค์ก็ดูจะมากขึ้นไปไร้ขีดจำกัด จึงมีผู้หาทางกำจัดพระองค์อยู่หลายทาง

ในที่สุดพระองค์ก็โดน บัตรสนเท่ห์หลายประการ อาทิเช่น ตัดสินคดีไม่เป็นธรรม รับสินบน ทำตนเสมอเจ้า ซ่องสุมกำลังเตรียมกบฎ ฯลฯ และทุกข้อหาพระองคืก็ตอบแก้ตางไปด้วยวาจาที่ "แซ่บ" เหลือประมาณ อาทิเช่น

พนักงานสอบสวน: พระองค์ซ่องสุมกำลังมอญไว้มากมายอย่างนี้จะคิดกบฎหรือ
พระองค์เจ้าไกรสร: ปล๊าววว แต่ถ้าผลัดแผ่นดินเมื่อไหร่ก็ไม่ยอมเป็นขี้ข้าใครหรอกนะ

และข้อหาที่ถือว่าเป็นบทสนทนาที่ "เด็ด" ที่สุดของพระองค์ก็คือ "เล่นสวาท" (ความสัมพันธ์ ชาย-ชาย) เนื่อง ด้วยว่าพระองคืไม่โปรดประทับกับหม่อมของพระองค์เท่าไหร่ แต่กลับไปอยู่กับคณะละคร (ชายล้วน) ของพระองค์มากกว่า บางทีก็บรรทมในโรงละครเลย และพระองค์ก็ใจกล้า เปิดตัวไม่ได้แอบใคร (ก็ใครจะทำไม) โดยเฉพาะนายขุนทองและนายแย้ม โปรดเป็นพิเศษ เมื่อคณะสอบสวนจับมาสอบก็ได้ความว่าได้เล่นสวาทกันจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นสอดใส่ เพียงแต่
"เอามือของนายละครและมือของท่านกำคุยหฐานด้วยกันทั้งสองฝ่ายให้สำเร็จภาวะธาตุเคลื่อนพร้อมกัน" (แลกกันใช้มือสำเร็จความใคร่นั่นเอง จะสังเกตว่าพงศาวดารบันทึกไว้ละเอียดจนจินตนาการภาพตามได้เลยทีเดียว)





แต่สิ่งที่จัดจ้านกว่าคือคำแก้ต่างของตัวพระองค์เจ้าไกรสรเอง ซึ่งก็ได้มีวิวาทะกันอย่างเผ็ดร้อน ใส่พริกสิบเม้ด

ผู้สอบสวน: พระองค์มีหม่อมแล้วกลับไปอยู่กับพวกละครเล่นสวาทกัน ไม่อายฟ้าดินบ้างหรือ?
พระองค์เจ้าไกรสร: แล้วการที่ข้าจะไปอยู่กับใคร มันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน (และหนักหัวพวกท่าน) อย่างไรหรือ?

ในที่สุด พระองค์ ก็โดนตัดสินให้ถอดยศถอดสกุลให้หมด และสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ในข้อหากบฎ พร้อมๆกับบ่าวไพร่จำนวนหนึ่ง และยังโดนลงทัณฑ์ด้วยคำพูดในพระราชพงศาวดารอีกที่เขียนถึงพระองค์ด้วยถ้อยคำ ที่รุนแรง (เหมาะแก่การเอาไปเป็นคำด่ายิ่งนัก) ว่า

"เป็นพืชพันธุ์ลูกอียายเดนเกือก เป็นคนอุบาทว์บ้านอุบาทว์เมือง"

และ
"อย่าว่าแต่มนุษย์เขาจะยอมให้เป็นเลย แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ยอมให้ตัวเป็นเจ้าแผ่นดิน"

อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ยังคง "ความแซ่บ" ของพระองค์จนหยดสุดท้าย เมื่อเพชฌฆาตซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของพระองค์จะลงมือประหารพระองค์ ด้วยความเกรงกลัวที่จะประการนายเก่าตัวเองจึงเกร็งขนาดลงไปผิดตำแหน่ง พระองค์ก็ยังอุตส่าห์ด่ามาจากภายในถุงแดงที่ใช้ห่อพระกายไว้ว่า

"ไอ้พวกนี้ กูสอนไม่จำ"

เป็นอันว่าพระองค์เป็นผู้มากับความแซ่บจนนาทีสุดท้ายทีเดียว

ป.ล. สังเกตว่าพระเชษฐาของพระองค์ คือ กรมหลวงเทพพลภักดิ์ ก็มีจริตไม่ประทับกับหม่อม แต่ไปอยู่กับคนละคร (ชาย) เหมือนกัน
ป.ล.2 สายสกุลของพระองค์ถูกถอดยศ แต่ได้รับพระราชทานใหม่ว่า พึ่งบุญ ซึ่งก็เป็นสกุลของ "เจ้าพระยารามราฆพ" และ "พระยาอนิรุทธเทวา" คนสนิทของรัชกาลที่ ๖ นั่นเอง
ขอบคุณที่มา :::Facebook :: ออกญาเดโชชัย ประวัติศาสตร์ไทยเพื่อความบันเทิง

ที่มา :http://variety.teenee.com/foodforbrain/69367.html



Previous
Next Post »